ภาษีอากรในประเทศไทย

การจัดเก็บภาษีในประเทศไทยแบ่งออกเป็น 2 ระดับ ได้แก่ ราชการส่วนกลาง (กรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร) และราชการส่วนท้องถิ่น โดยรายได้หลักของรัฐมาจาก ภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ซึ่งในปีงบประมาณ 2558 รัฐมีรายได้จากภาษีอากรรวมสูงถึง 2.15 ล้านล้านบาท

โครงสร้างภาษีระหว่างปี 2533–2557 พบว่า ภาษีจากการบริโภค มีสัดส่วนสูงถึง 62.3% ของรายได้ภาษีทั้งหมด ขณะที่ภาษีจากทุนเติบโตขึ้นถึง 10 เท่า (จาก 6.4 หมื่นล้านบาท เป็น 7.4 แสนล้านบาท) ในขณะเดียวกัน ภาษีศุลกากรขาเข้ากลับลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากผลของข้อตกลงการค้าเสรี (WTO, AFTA และอื่น ๆ)

สำหรับภาษีทางตรง ภาษีเงินได้นิติบุคคลถูกลดอัตราจาก 30% เหลือ 20% ในปี 2556 ส่วนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเป็นแบบอัตราก้าวหน้า โดยขีดยกเว้นเงินได้สุทธิเพิ่มขึ้นจาก 50,000 บาท (ปี 2542) เป็น 150,000 บาท (ปี 2551)

ด้านภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ปัจจุบันจัดเก็บในอัตรา 7% (แบ่งเป็นส่วนกลาง 6.3% และส่วนท้องถิ่น 0.7%) โดยมีข้อยกเว้นสำหรับสินค้าเกษตร ยา การรักษาพยาบาล และผู้ประกอบการรายเล็กที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี ขณะที่สินค้าส่งออกได้รับการจัดเก็บในอัตรา 0%

สุดท้ายนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ยังคงพึ่งพารายได้ที่จัดเก็บเอง (เช่น ภาษีโรงเรือนและที่ดิน ภาษีป้าย) เพียง 9–11% ของรายได้รวมเท่านั้น ส่วนที่เหลือต้องอาศัยการจัดสรรภาษีจากรัฐบาลและเงินอุดหนุนเป็นหลัก